ทำความรู้จักกับตู้ Rack ขนาดยอดฮิต 42U
เมื่อเราก้าวเข้าสู่ห้อง Server ขององค์กรขนาดกลางไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระดับประเทศ คุณจะได้พบกับตู้แร็คตั้งพื้นขนาดใหญ่เรียงรายกันเป็นแถว ซึ่งตู้เหล่านั้นเกือบ 100% คือ ตู้ Close Rack ขนาด 42U ครับ ทำไมขนาด 42U ถึงกลายเป็นมาตรฐานระดับสากล?
1. ความสูงที่ลงตัวที่สุด: ตู้ 42U มีความสูงรวมทั้งหมดประมาณ 2 เมตร (2,000 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นความสูงที่พอดีกับสรีระมนุษย์ ผู้ดูแลระบบสามารถเอื้อมถึงอุปกรณ์ชิ้นบนสุดได้โดยไม่ต้องใช้บันไดปีน และยังเป็นความสูงที่สามารถเข็นลอดประตูห้องมาตรฐานได้พอดี โดยไม่ต้องตะแคงตู้
2. พื้นที่จัดเก็บจุใจ: ขนาด 42U หมายความว่าคุณมีพื้นที่ 42 ช่องมาตรฐาน หากคุณใช้ Server ขนาด 2U คุณสามารถบรรจุ Server ได้มากถึง 21 เครื่องในตู้เดียว ซึ่งคุ้มค่ากับพื้นที่ตารางเมตรในห้อง Data Center ที่มีราคาแพง
3. การรองรับเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่: ตู้ 42U มักจะมีความลึกให้เลือกตั้งแต่ 80 ซม., 100 ซม., ไปจนถึง 110 ซม. ซึ่งตู้ที่มีความลึก 100-110 ซม. ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์แบรนด์ชั้นนำอย่าง HP, Dell, IBM หรือ Cisco ที่มีตัวเครื่องยาวและต้องการพื้นที่ระบายความร้อนด้านหลังมากเป็นพิเศษ
ตู้แร็ค 42U จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับองค์กรที่มองหาการเติบโตของระบบ IT ในระยะยาวครับ
ความลึก (Depth) ของตู้แร็ค เรื่องสำคัญที่ห้ามพลาด
ความผิดพลาดอันดับ 1 ในการซื้อตู้แร็คตั้งพื้น (Close Rack) คือการ "ซื้อตู้ที่มีความลึกไม่พอ" จนทำให้ประตูด้านหลังตู้ปิดไม่ได้ หรือสายเคเบิลโดนหักงอจนสัญญาณขาดหาย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่า ความลึกแต่ละขนาด เหมาะกับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง
1. ความลึก 60 เซนติเมตร (600 mm):
เป็นตู้ตั้งพื้นขนาดเล็กที่สุด เหมาะสำหรับใช้จัดเก็บอุปกรณ์ระบบเครือข่าย (Network) เป็นหลัก เช่น สวิตช์ (Switch), แผงกระจายสาย (Patch Panel), เร้าเตอร์, และเครื่องสำรองไฟ (UPS) ขนาดไม่ใหญ่มาก *ไม่สามารถใส่เครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบแบนยาวได้*
2. ความลึก 80 เซนติเมตร (800 mm):
เป็นขนาดอเนกประสงค์ เริ่มมีพื้นที่เพียงพอสำหรับใส่คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ประกอบเอง (PC Server) หรือเซิร์ฟเวอร์แบรนด์เนมรุ่นเริ่มต้นที่มีความลึกไม่เกิน 60-65 ซม. ยังพอมีพื้นที่เหลือเดินสายด้านหลังตู้ได้สบายๆ
3. ความลึก 100 - 110 เซนติเมตร (1000 - 1100 mm):
นี่คือ "มาตรฐานสำหรับ Data Center" อย่างแท้จริง หากคุณมีเครื่อง Server ระดับ Enterprise จากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Dell PowerEdge, HP ProLiant, หรือ IBM ซึ่งตัวเครื่องมักจะมีความยาวถึง 70-80 ซม. คุณจำเป็นต้องใช้ตู้ลึก 100 ซม. หรือ 110 ซม. เท่านั้น เพื่อให้มีพื้นที่เหลือสำหรับแขนยึดสายไฟ (Cable Management Arm) และการระบายความร้อนด้านหลังตู้ครับ
ความคุ้มค่าของการเลือกใช้ตู้แร็คมาตรฐานส่งออก (Export Rack)
ในตลาดอุปกรณ์ไอที มีตู้แร็คให้เลือกซื้อมากมายตั้งแต่ราคาหลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่นบาท หลายองค์กรอาจตั้งคำถามว่า ทำไมจึงควรจ่ายแพงกว่าเพื่อเลือกใช้ตู้ "Export Rack" (ตู้แร็คมาตรฐานส่งออก) แทนที่จะใช้ตู้เหล็กประกอบราคาถูกทั่วไป?
1. ความแข็งแรงของวัสดุ (Material Quality):
ตู้ Export Rack ผลิตจากเหล็ก Electro-Galvanized (เหล็กชุบสังกะสีด้วยไฟฟ้า) ที่มีความหนาได้มาตรฐาน แตกต่างจากตู้ราคาถูกที่ใช้เหล็กบาง ทำให้สามารถรับน้ำหนักอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์หนักๆ ระดับ 500-1000 กิโลกรัม ได้อย่างมั่นคง โดยที่โครงสร้างไม่บิดงอหรือเสียรูป
2. การพ่นสีป้องกันสนิม (Powder Coating):
ตู้มาตรฐานจะใช้กรรมวิธีพ่นสีแบบฝุ่นอบความร้อนสูง ทำให้สีติดทนนาน ไม่ลอกร่อนง่าย ป้องกันความชื้นและการเกิดสนิมได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสำคัญมากเพราะในห้อง Server มักจะมีความชื้นจากแอร์ตลอดเวลา
3. ความแม่นยำของขนาด (Precision & Standards):
รอยเจาะและระยะห่างของรูน็อต (Cage Nut) ในตู้ Export Rack ถูกผลิตด้วยเครื่องจักร CNC ที่มีความแม่นยำสูง ตรงตามมาตรฐาน 19 นิ้วสากล (EIA-310) 100% ทำให้คุณสามารถยึดอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ของทุกแบรนด์ (HP, Dell, Cisco) เข้าไปได้พอดีเป๊ะ ไม่ต้องฝืนงัดจนอุปกรณ์เสียหาย ลงทุนครั้งเดียวแต่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ปี ถือว่าคุ้มค่าที่สุดครับ
เลือกพัดลมตู้ Rack อย่างไรให้เย็นฉ่ำและทนทาน
การระบายความร้อนที่ดีคือหัวใจสำคัญของตู้แร็ค และ "พัดลมระบายอากาศ" (Cooling Fan) ก็คือพระเอกในงานนี้ แต่รู้หรือไม่ว่าพัดลมสำหรับตู้ Rack นั้นมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันออกไปครับ
1. พัดลมสำหรับตู้ Wall Rack (พัดลมเดี่ยว):
ตู้แขวนผนังมักมีขนาดเล็ก ระบายความร้อนได้ง่าย จึงนิยมใช้พัดลมเดี่ยว (1x Fan) ขนาดมาตรฐาน 4 นิ้ว (120mm) ติดตั้งบริเวณหลังคาตู้เพื่อดูดอากาศร้อนออก หากติดตั้งอุปกรณ์เต็มตู้ อาจเพิ่มเป็นชุด 2 พัดลมได้
2. ชุดพัดลมติดหลังคาตู้ Close Rack (Roof Fan Set):
สำหรับตู้ตั้งพื้นขนาด 15U ขึ้นไป มักจะติดตั้งพัดลมเป็นชุดแพลทโฟลิโอ (Fan Tray) ที่มี 2 ตัว หรือ 4 ตัว ประกอบสำเร็จมาบนแผงเหล็ก สามารถนำไปขันน็อตยึดติดกับหลังคาตู้แร็คด้านในได้อย่างสวยงาม พร้อมเสียบปลั๊กใช้งานได้ทันที
3. Heavy Duty vs Standard Fan:
ควรเลือกพัดลมแบบ Heavy Duty ที่ใช้ระบบลูกปืน (Ball Bearing) แท้จากยุโรปหรือไต้หวัน แม้ราคาจะสูงกว่าพัดลมทั่วไป แต่สามารถเปิดทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงได้นานหลายปีโดยที่ลูกปืนไม่แตก แตกต่างจากพัดลมราคาถูกที่เป็นแบบปลอกลูกปืน (Sleeve Bearing) ซึ่งหากเปิดทิ้งไว้นานๆ น้ำมันหล่อลื่นจะแห้ง พัดลมจะฝืด เกิดเสียงดังน่ารำคาญ และหยุดหมุนในที่สุด จนทำให้เซิร์ฟเวอร์ร้อนจัดและเสียหายได้ครับ
อุปกรณ์เสริมตู้แร็คที่คุณอาจลืมพิจารณา
การซื้อแค่ "ตู้ Rack" เปล่าๆ อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ระบบเน็ตเวิร์คของคุณสมบูรณ์แบบได้ เพื่อการใช้งานที่สะดวก เป็นระเบียบ และปลอดภัย นี่คือลิสต์อุปกรณ์เสริม (Rack Accessories) ยอดนิยมที่คนจัดสเปคตู้แร็คมักจะสั่งซื้อควบคู่กันเสมอครับ
- 1. ถาดรองอุปกรณ์ (Rack Shelf): แบ่งเป็นแบบถาดฟิกซ์ (Fixed Shelf) สำหรับวางอุปกรณ์ที่ไม่มีหูยึดแร็ค เช่น จอมอนิเตอร์, เร้าเตอร์เน็ตบ้าน, หรือตัวแปลงไฟ และถาดสไลด์ (Sliding Shelf) ที่ดึงเข้าออกได้ เหมาะสำหรับวางคีย์บอร์ดและเมาส์
- 2. แผงปลั๊กไฟ (PDU - Power Distribution Unit): ไม่ควรใช้ปลั๊กพ่วงราคาถูกตามท้องตลาดทั่วไปในตู้แร็คเด็ดขาด ควรใช้ PDU มาตรฐานที่ออกแบบมายึดกับเสาตู้แร็คได้ รองรับกระแสไฟได้สูง 15A-30A และมีระบบป้องกันไฟกระชาก (Surge Protection) เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์หลักแสนของคุณ
- 3. พัดลมระบายอากาศ (Cooling Fan): ติดตั้งบนหลังคาตู้เพื่อดูดความร้อนออก มีให้เลือกทั้งแบบพัดลมเดี่ยว, ชุด 2 พัดลม, หรือชุด 4 พัดลม ขึ้นอยู่กับความลึกและความร้อนของตู้
- 4. แผงจัดระเบียบสาย (Cable Management Panel): เป็นแผงที่มีซี่หวีหรือฝาครอบปิด ใช้สำหรับซ่อนและจัดระเบียบสายแลนด้านหน้าตู้ให้ดูเรียบร้อย
- 5. แผงปิดช่องว่าง (Blank Panel): ใช้ปิดช่อง U ที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนจากด้านหลังตู้ไหลย้อนกลับมาด้านหน้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นได้ดีมาก
การดูแลรักษาตู้แร็ค เพื่อยืดอายุอุปกรณ์ IT ของคุณ
ตู้ Rack Server มักจะถูกตั้งไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของออฟฟิศและถูกละเลยเป็นเวลานาน ฝุ่นละอองและความสกปรกที่สะสมอยู่ตามตะแกรงตู้และพัดลมระบายอากาศ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุปกรณ์ IT ร้อนจัดและพังเร็วกว่าปกติ นี่คือวิธีการทำความสะอาดและบำรุงรักษาตู้แร็คอย่างถูกต้องครับ
- 1. ทำความสะอาดภายนอกและบานประตู: ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แห้ง หรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดคราบฝุ่นตามฝาข้างและประตูกระจก ห้าม! ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง ฉีดสเปรย์เข้าไปในตู้โดยตรงเด็ดขาด เพราะละอองน้ำอาจกระเด็นเข้าวงจรเซิร์ฟเวอร์ได้
- 2. ตรวจสอบและเป่าฝุ่นพัดลมระบายอากาศ: ฝุ่นมักจะเกาะหนาตามใบพัดลมบนหลังคาตู้ ทำให้พัดลมดูดอากาศได้น้อยลงและมีเสียงดัง ควรใช้เครื่องเป่าลมอ่อนๆ หรือแปรงขนอ่อนปัดฝุ่นออก หากพัดลมมีเสียงดังแกรกๆ แสดงว่าลูกปืนเริ่มเสื่อม ควรรีบเปลี่ยนใหม่ทันที
- 3. เช็คสภาพสายเคเบิล: ตรวจดูว่ามีสายไฟหรือสาย LAN เส้นไหนพับงอจนเกินไปหรือไม่ สายรัดเคเบิลรัดแน่นจนสายปริแตกหรือเปล่า ควรจัดให้สายอยู่ในสภาพที่ไม่ตึงเกินไป
- 4. อุณหภูมิและความชื้น: ควรมีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นตั้งไว้ใกล้ๆ ตู้แร็ค อุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 25 องศาเซลเซียส และระวังอย่าให้มีความชื้นสูงเกินไปเพื่อป้องกันสนิมและการลัดวงจร
ธีเลือก ตู้ RACK
ตู้ rack มีหลากหลายประเภท แยกตามประโยชน์ใช้สอยของลูกค้าแต่ละท่าน
เช่น
Close rack
ตู้เก็บเสียงเก็บฝุ่นราคาประหยัด มีขนาดตั้งแต่ 15U-45U มีล้อสามารถเคลื่อนย้ายได้ เหมาะกับห้องติดแอร์ และไม่ต้องให้ฝุ่นเข้าตู้และไม่มีอุปกรณ์ ความร้อนในตู้มากเกินไป
Curve rack
ตู้คุณภาพสุงสุด ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม และยังมีระบบระบายความร้อนสูงสุด เป็นตู้ทีดีทีสุดของเราในเวลานี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการคำว่าดีที่สุดเท่านั้น.
wall rack
ตู้ RACK ขนาดเล็กสำหรับใส่อุปกรณ์ เช่น DVR กล้องวงจรปิด เครื่องเสียงที่ไม่ต้องเคลื่อนย้าย สามารถเลือกที่จะแขวนติดผนัง หรือว่าวางบนชั้น หรือพื้นก็ได้แล้วแต่ลูกค้าสะดวกได้เลยทันที.
. ตู้คุณภาพสุงสุด ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม และยังมีระบบระบายความร้อนสูงสุด เป็นตู้ทีดีทีสุดของเราในเวลานี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการคำว่าดีที่สุดเท่านั้น.
ไม่พบบทความที่คุณค้นหาในหน้านี้
ลองค้นหาในหน้าถัดไป หรือใช้คำค้นหาอื่น